นั่งรอลูกสอบสัมภาษณ์เข้ามหาลัย

23434898_885055508337242_8180575455950273594_n

วันนี้วันอาทิตย์ โดนปลุกแต่เช้า เพราะต้องขับรถไปส่งลูกสอบสัมภาษณ์ที่ คณะอักษร จุฬา ลูกดูกังวลมาก กลัวสอบสัมภาษณ์ไม่ผ่าน เลยให้ลูกจ่ายเงินเลี้ยงกาแฟ และเลี้ยงข้าว เพื่อลดความตื่นเต้น ดูท่าทางมันไม่เต็มใจเท่าไหร่ แต่คงจะช่วยคลายกังวลจากการสอบได้บ้าง เพราะมากังวลเรื่องเงินแทน
.

บอกลูกว่า ถ้าอยากสอบติด หรือเข้าทำงานที่ไหน ให้มาถ่ายไว้ที่ตึกนั้นสักครั้ง เพื่อเป็นเคล็ดว่า เราจองถิ่นไว้แล้ว จะได้กลับมาอีก แต่ลูกบอกว่า เครียดจนท้องผูก เลยถ่ายไม่ออก 555+

.
นั่งรออยู่ใต้ถุนตึกคณะอักษร ลมพัดเย็นๆ มองไปรอบตัว แล้วคิดอะไรเพลินๆ เห็นบรรยากาศที่ร่มรื่นสวยงามกว่าเก่าของจุฬา เห็นพ่อแม่นั่งเรียงรายรอลูกสอบแล้วนึกขำตัวเองในใจ ที่วันหนึ่งก็ต้องมาเป็นพ่อแม่ที่ต้องทำอะไรในแบบที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องทำ อย่างเช่นการมาส่งลูกที่โตเป็นควายแล้ว แถมยังต้องมารอ…ทั้งที่เด็กมันก็มาเองได้ นอกจากควรจะช่วยตัวเองได้ ควรจะต้องช่วยพ่อแม่ได้แล้วด้วย ไม่ใช่ให้พ่อแม่ตามช่วยกันไปไม่สิ้นสุด
.
ย้อนไปถึงวัยเยาว์ของตัวเอง ตอนอายุเท่าๆนี้หรือน้อยกว่านี้ ไม่ว่าจะไปไหนทำอะไร ก็ทำด้วยตัวเอง ไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด ศึกษาข้อมูล คิดเอง ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองคนเดียวเสมอ พ่อแม่ไม่เคยรู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย
.
เวลาไปสอบอะไร ต้องเตรียมตัวเกินร้อย คิดเผื่อช่องทางทุกอย่างเอาไว้รอบด้าน เตรียมพร้อมแม้กระทั่งทางเลือกว่า ถ้าพลาดทางหนึ่ง แล้วจะหาทางไหนไปต่อ เรื่องลืมเอกสาร หรือลืมสิ่งที่ต้องเตรียมนี่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะไม่เคยมีพ่อแม่มาช่วยเหลือทำอะไรให้ในเรื่องการเรียน แค่พ่อแม่หาเงินส่งให้เรียนมาจนจบนี้ก็ถือว่ามากเหลือเกินแล้ว ไม่เคยมีพ่อแม่ตามไปส่งหรือคอยให้กำลังใจรอสอบอะไรทั้งนั้น
.
ตอนเด็กๆก็เคยมองๆเพื่อนที่มีพ่อแม่มารอเหมือนกัน แต่ไม่นึกอิจฉาอะไร ไม่เคยคิดเลยว่า พอถึงวันที่กลายเป็นพ่อแม่ จะต้องมานั่งรอลูก หรือช่วยเหลือลูกมากขนาดนี้
.
เพราะหากจะว่ากันจริงๆ สถานะของลูกในวันนี้ มีความพร้อมมากกว่าสมัยเราเป็นเด็กทุกอย่าง เราเป็นแค่เด็กบ้านนอกตัวผอมๆดำๆ จากครอบครัวข้าราชการชั้นผู้น้อย พ่อจบแค่ ม.6 พื้นฐานแตกต่างจากเพื่อนๆที่เป็นคนกรุงเทพฯอย่างมาก รู้จักโลก รู้จักสังคม น้อยกว่าใครๆ แต่น่าแปลกที่ไม่เคยคิดกลัวอะไรทั้งนั้น ซึ่งความจริงควรจะกลัว หรือกังวลบ้าง
.
เข้าใจว่าเป็นเพราะมีความทะเยอทะยานสูง และเป็นมนุษย์ที่โดดเดี่ยว คือเป็นคนที่ไม่ติดเพื่อน ไม่ติดครอบครัว จึงไม่ค่อยห่วงว่าใครจะมาคิดยังไงกับเรา หรือมาคาดหวังอะไรกับเรามาก ทำให้มีอิสระเต็มที่ในการคิดและตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีแรงกดดันจากคนรอบข้าง ไม่ได้เป็นคนสำคัญหรือเด่นดัง ไม่มีใครคอยเฝ้าจับตามอง ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่า ถ้าไปแข่งอะไรกับใครแล้วจะแพ้หรือชนะ เพราะไม่มีใครมาสนใจเรื่องของเรา
.
หากเปรียบตัวเองในเวลานั้น คงคล้ายๆกับเมล็ดพืชที่ลมพัดไปตกตรงโน้นตรงนี้ตามยถากรรม บนดินธรรมชาติ ไม่มีใครใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน สู้โรคสู้แมลงศัตรูพืชด้วยตัวเอง จะงอกออกมาหงิกๆงอๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าบังเอิญงอกออกมาเป็นต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง ก็ถือเป็นกำไร ดังนั้นจึงไม่ต้องแบกรับความกดดันว่าจะต้องได้ดีอะไร เพราะเป็นการลงทุนอย่างเขียมๆ
.
แต่สำหรับรุ่นลูกนั้น เหมือนกับต้นไม้ที่ปลูกอย่างดีในเรือนกระจก จึงต้องแบกรับความคาดหวังสูงกว่าเรามาก และไม่น่าแปลกที่มันจะอ่อนแอกว่าเรา ซึ่งถ้าจะไปด่าลูกก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะเราเป็นผู้หยิบยื่นความอ่อนแอและความกังวลนี้ให้มันเอง
.
แม้ว่าโดยส่วนตัวจะไม่มีความคาดหวังอะไรมากนักกับการศึกษาในระบบ เพราะยุคนี้ โอกาสทางการศึกษาเปิดกว้างกว่ายุคก่อนมาก ลึกๆยังแอบคิดว่า อยากให้ลูกจบ ม.6 ออกมาช่วยงานที่บ้าน แล้วเรียนด้วยตัวเอง หรือเรียนเสริมในสาขาวิชาที่สนใจมากกว่า แต่น่าเสียดาย ที่ลูกซึ่งดูภายนอกออกจะมั่นใจและแข็งแกร่งนั้น ภายในกลับเป็นคนที่ขี้กังวลและแคร์ความคิดคนอื่นมาก
.
นั่งรอจนลูกออกมาจากห้องสอบสัมภาษณ์แล้ว ทำหน้าจ๋อยๆ คิดว่าตัวเองตอบไม่ได้ดี อาจจะไม่ผ่านรอบนี้ สำเนียงก็สู้คนอื่นไม่ได้ เพราะไม่ได้เรียนอินเตอร์ ไม่เคยได้ไปซัมเมอร์คอร์สเมืองนอก ในขณะที่เด็กคนอื่นๆรอบตัวใส่ชุดโรงเรียนอินเตอร์ พูดสำเนียงฝรั่งเป๊ะๆกันทั้งนั้น ก็บอกลูกว่า ไม่เป็นไร ไม่ผ่านรอบนี้ก็มาสอบอีกทีรอบหน้าสิ คะแนนข้อเขียนเราผ่าน ยังไงเขาก็ให้สิทธิ์สอบรอบสอง แต่ลูกก็ยังทำหน้าเศร้าๆ เหมือนจะร้องไห้ขณะเดินไปที่จอดรถ
.
รู้สึกเห็นใจ เลยบอกให้มันไปลองเข้าส้วมทีคณะอักษรอีกที พยายามเบ่งให้ออก อาจจะผ่านก็ได้
.

ลูกจึงเดินกลับไปเข้าส้วม และเมื่อเดินออกมาก็พยักหน้า เป็นสัญลักษณ์ว่า
“ขี้ไว้แล้ว”