Passive Income อิสรภาพของผู้มองการณ์ไกล

Passive Income อิสรภาพทางการเงินสำหรับผู้มองการณ์ไกล

เมื่อพูดถึงเรื่องเงินๆทองๆ หนึ่งในคำที่หลายคนคงได้ยินบ่อยคือคำว่า Passive Income ซึ่งหากใครมีเยอะๆ ก็จะเป็นที่อิจฉา แต่ก็มีหลายคนที่หลงเข้าใจผิดคิดว่า Passive Income หมายถึงเงินหรือรายรับที่ได้มาแบบสบายๆไม่ต้องทำงาน

Passive Income คืออะไร

Passive Income ไม่ใช่เงินที่ได้มาฟรีๆโดยไม่ต้องทำงาน แต่หมายถึง รายได้หรือกระแสเงินสดที่ได้มาจากการลงทุนหรือลงแรงในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สามารถออกดอกออกผลได้ในระยะยาว ทั้งแบบที่ได้สม่ำเสมอ หรือได้เป็นแบบก้อนๆ หรือเป็นครั้งคราว ในแต่ละช่วงเวลาที่วางแผนไว้

Passive Income ต่างจาก Active Income อย่างไร 

แม้ Passive Income จะไม่ใช่เงินที่ได้มาจากการอยู่เฉยๆ แต่ก็แตกต่างจาก Active Income อย่างชัดเจน เพราะ Active Income นั้น ต้องลงแรงทำงานอยู่ตลอดเวลาจึงจะได้เงิน ถ้าหยุดเมื่อไหร่ก็ไม่ได้ จริงอยู่ที่ทั้ง Passive Income และ Active Income บางประเภทอาจต้องใช้ “เงินทุน” เป็นตัวตั้งต้นเหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรายได้สองประเภทนี้ก็คือเรื่องของ ‘เวลา’ และ ‘แรงงาน’ เพราะ Active Income นั้น ต่อให้ใส่เงินเข้าไปแล้วก็ยังต้องลงแรงตลอดเวลา เช่น อาชีพเปิดร้านอาหารที่เจ้าของต้องบริหารและควบคุมกิจการเองทั้งหมด ต้องทำงานต่อเนื่องทุกวัน ต่างจากการสร้าง Passive Income ที่ลงทุนลงแรงหนักแค่ตอนแรกๆ มีผลประโยชน์ให้เก็บเกี่ยวในช่วงหลัง โดยไม่ต้องทำอะไรมาก หรือบ้างก็ไม่ต้องทำอะไรเลย รอรับเงินอย่างเดียว

Passive Income จะมาจากช่องทางใดได้บ้าง

การมีรายได้ระยะยาว ย่อมเกิดจากการวางแผนล่วงหน้า เริ่มตั้งแต่…

การเลือกอาชีพ

คนสมัยก่อนชอบให้ลูกหลานเลือกอาชีพรับราชการ เพราะนอกจากเชื่อว่าเป็นงานที่มีเกียรติยศมีตำแหน่งได้เป็นเจ้าคนนายคนแล้ว จะมีความมั่นคงในระยะยาว เพราะมีทั้งสวัสดิการมากมายในช่วงอายุที่ทำงานอยู่ และยังมีเงินบำเหน็จบำนาญเลี้ยงดูในยามเกษียณ แถมยังได้สิทธิ์รักษาพยาบาลฟรี จนถึงเสียชีวิตก็ยังมีเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพ เงินบำนาญจึงเป็นตัวอย่างแรกๆของ Passive Income แต่ก็เป็นเพียงโอกาสและทางเลือกของคนส่วนน้อยในสังคมที่จะได้โอกาสนี้

การลงทุน

เป็นช่องทางสร้าง Passive Income ในอนาคต โดยมีแนวทางให้เลือกตามความถนัดและความสนใจ หรือบางคนอาจจะลงทุนทุกรูปแบบ แต่แบ่งสัดส่วนของแต่ละรูปแบบมากน้อยต่างกันตามความเหมาะสมกับตัวเอง ได้แก่

(1) การลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตร เพื่อรับรายได้จากเงินปันผล โดยพิจารณาธุรกิจที่ดี มั่นคงและมีแนวโน้มว่าสามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอในระยะยาว มีธรรมภิบาล ซึ่งการตัดสินเลือกหุ้นก็มีเครื่องมือช่วยมากมาย ถ้าใครยังไม่มีประสบการณ์ก็ต้องเริ่มจากการหาความรู้ จากสื่อที่เชื่อถือได้ เช่น จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน

(2) การลงทุนซื้อสินทรัพย์สะสมเพื่อขายเก็งกำไร เช่น ทองคำ อัญมณี วัตถุมีค่า หรือแม้แต่งานศิลปะ เพื่อปล่อยขายทำในจังหวะที่ราคาขึ้นสูง แม้จะเป็นรายรับที่อาจไม่ได้เข้ามาสม่ำเสมอ แต่หากมีผลตอบแทนที่ดีและมีเงินพอสำหรับลงทุนก็เป็นช่องทางที่น่าสนใจ เพราะสินทรัพย์มีค่าที่สะสมบางรายการนอกจากจะมีราคาสูงขึ้นไปตามกาลเวลาแล้ว ก็สามารถให้ความสุขจากการครอบครอง หรือนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย เช่น เครื่องประดับ หรืองานศิลปะ เปรียบเสมือนเงินปันผลจากหุ้น

(3) การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่า เพื่อรายได้เป็นรายเดือน หรือตามจังหวะเวลาที่ตกลงกัน เช่น เจ้าของตลาดเก็บค่าเช่ารายวันจากผู้ค้า สร้างหรือซื้ออาคารสถานที่เพื่อปล่อยเช่ารายเดือน ให้เช่าที่ดินหรือเช่าตึกคิดค่าเช่าเป็นรายปี

(4) การให้เช่าสิทธิ์ ค่าลิขสิทธิ์ของทรัพย์สินทางปัญญา เช่น นักเขียนนิยาย หรือศิลปินที่มีชื่อเสียง จะได้รับค่าลิขสิทธิ์เป็นส่วนแบ่งทุกครั้งที่มีการผลิตซ้ำผลงานเพื่อจำหน่าย

(5) การลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือแม้แต่โรงแรม คือการซื้อระบบธุรกิจที่เห็นแล้วว่าสำเร็จมีอนาคต แล้วเจ้าของแฟรนไชส์ หรือที่เรียกว่า มาสเตอร์แฟรนไชส์ ก็จะมาวางระบบการดำเนินงานต่างๆให้ทั้งหมดด้วยองค์ความรู้+บุคลากร+วัตถุดิบ ที่เขามีอยู่ คนที่ซื้อแฟรนไชส์ก็จะสามารถมีธุรกิจของตัวเองได้ในระยะเวลาอันสั้น มีโอกาสทำกำไร หารายได้จากการลงทุน โดยไม่ต้องเริ่มลองผิดลองถูกเองตั้งแต่ต้นและไม่จำเป็นต้องลงไปทำเองหรือบริหารเอง

(6) สร้างพื้นที่ลงทุนในอากาศหรือด้วยการขายข้อมูลหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและมีวิสัยทัศน์ หรือมีความสามารถพิเศษเฉพาะทาง อาจเป็นได้ตั้งแต่ การหาเงินจากการเป็นเจ้าของเนื้อหา (content) เช่น คนที่ทำคลิปดีๆในยูทูป มีคนมาดูช่องของเขาเป็นล้านๆคนก็สามารถทำเงินได้ คนที่ชอบถ่ายภาพแล้วอัพโหลดขึ้นไปขายบนเว็บขายภาพก็จะได้เงินทุกครั้งที่มีคนโหลดภาพนั้นไปใช้ หรือคนที่ลงทุนสร้างแพลตฟอร์มให้บริการต่างๆ แล้วมีคนเข้ามาใช้เยอะๆ ก็สามารถมีรายได้จากค่าดำเนินการในฐานะตัวกลาง การค่าข้อมูล หรือค่าโฆษณา ที่มาจากแพลตฟอร์มนั้นๆ

Passive Income คือ อิสรภาพทางการเงิน ไม่ใช่รายได้ของคนขี้เกียจ

คนที่มี Passive Income เยอะๆ ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนว่างงาน ไม่ขี้เกียจ และในทางกลับกันก็มักจะเป็นคนที่ชอบทำงาน เพราะ Passive Income คือการมีอิสรภาพทางการเงิน ที่ทำให้มีชีวิตได้ตามแบบที่พอใจ สามารถเลือกทำงานที่ชอบได้อย่างเสรี ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงชีพ ซึ่งบางคนยังสามารถทำงานหาเงินมากๆได้ไปจนแก่เฒ่า เพราะสนุกกับงาน เช่น ซีอีโอของบริษัทมหาชนหลายๆบริษัททั้งในระดับประเทศและในระดับโลก คนเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ที่มีอิสรภาพทางการเงิน แต่ยังขยันทำงานเต็มความสามารถ ศึกษาหาความรู้ใหม่ๆไม่เคยหยุดนิ่ง พัฒนาตัวเองสม่ำเสมอ Passive Income จึงไม่ใช่เงินขี้เกียจอย่างที่หลายคนคิดแน่นอน !

ทำอย่างไรจึงจะมี  Passive Income เยอะๆ

  • ตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม และกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจน
  • ศึกษาหาความรู้ที่จำเป็นอย่างละเอียด และศึกษาอย่างต่อเนื่อง
  • เริ่มก่อนรวยกว่า
  • เปลี่ยนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ให้กลายเป็นการลงทุน
  • ทำให้เต็มที่ เหนื่อยวันนี้สบายวันหน้า