เมื่อลูกถามว่า CRYPTOCURRENCY คืออะไร

เมื่อลูกถามว่า CRYPTOCURRENCY คืออะไร
จะตอบเด็กให้เข้าใจ ก็ต้องอธิบายเป็นภาษาง่ายๆ โดยบางส่วนก็เอามาจากสื่อที่น่าเชื่อถือมาบอกต่อด้วยการสื่อสารแบบบ้านๆ ดังนี้
.
ในแต่ละยุคสมัย สังคมมนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆระหว่างกันของผู้คนอยู่ตลอดเวลา โดยเริ่มจากการแลกเปลี่ยนแบบพื้นฐานด้วยการนำสิ่งของแลกสิ่งของ สิ่งของแลกแรงงาน หรือ แรงงานแลกแรงงาน และเพื่อให้การแลกเปลี่ยนนั้นมีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น ก็มีการใช้วัตถุที่มีการสมมุติว่า “มีค่า” หรือผ่านการตกลงร่วมกัน มาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เช่น เมล็ดพืช ลูกปัด หอยเบี้ย แผ่นดินเผา โลหะทองคำ หรือโลหะเงิน
.
แนวทางการเลือกตัวกลางในการแลกเปลี่ยนคือ ต้องเป็นสิ่งที่ต้องการของคนทั่วไป เก็บรักษาง่าย และเก็บไว้ได้นานไม่เสื่อมสภาพ มีการใช้ธนบัตรเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนที่น้ำหนักเบากว่าโลหะเงินและทอง มีการกำหนดค่าด้วยการจารึกเป็นตัวอักษรลงไปบนกระดาษแทนการชั่งน้ำหนักโลหะ และมีการตั้งกฎเกณฑ์ให้เกิดความน่าเชื่อถือว่า ในการผลิตธนบัตรจะต้องมาจากการประกันด้วยมูลค่าของทองคำ ทองคำจึงถูกใช้เป็น “ทุนสำรองเงินตรา” ของทุกประเทศทั่วโลก
.
เหนือสิ่งอื่นใด การที่จะกำหนดว่า สิ่งของใดเป็นตัวแทนของ “คุณค่าหรือมูลค่า” จะต้องมาจากความตกลงร่วมกันของผู้แลกเปลี่ยนทุกฝ่าย นั่นคือความเชื่อถือไว้วางใจที่จะใช้สื่อกลางร่วมกันของสังคมใดสังคมหนึ่ง หรือระหว่างสังคม เพราะหาก มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับในคุณค่าของสิ่งที่กำหนดเป็นตัวกลาง ไม่ยอมให้แลกเปลี่ยน เช่น ในวันที่อาหารขาดแคลน หากผู้ผลิตอาหารทุกคนไม่ยอมรับทองคำที่ผู้ซื้อนำมาแลกอาหาร ทองคำนั้นก็ไม่มีค่า หรืออาจจะยอมรับแลก แต่ให้ค่าของสิ่งที่ผู้ซื้อนำมาแลกต่ำกว่ามูลค่าที่เคยแลกเปลี่ยนได้ในอดีต เช่น เคยใช้เงิน 5 บาทซื้อไข่ได้ 1 ฟอง แต่ถ้าไข่ขาดแคลน ต้องใช้เงิน 1000 บาท ซื้อไข่ 1 ฟอง ทำให้บางคนคิดผลิตธนบัตรขึ้นมาเอง แต่ธนบัตรที่ประชาชนผลิตขึ้นมาเองไม่มีใครรับรองมูลค่า จึงถือว่า เป็น “เงินปลอม” แต่ถ้าเป็นเงินที่ภาครัฐผลิตเพิ่มโดยไม่มีสินทรัพย์อันชอบด้วยกฎหมายเป็นทุนสำรองเงินตรา (คือทองคำ หรือ เงินตราต่างประเทศ) แม้ธนบัตรหรือเงินที่ผลิตออกมา จะเป็น “เงินจริง” แต่ความไม่น่าเชื่อถือในความมั่นคงหรือสถานะทางการเงินของประเทศ ก็จะทำให้ธนบัตรหรือเงินของประเทศนั้นด้อยค่า
.
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สิ่งที่เป็นความต้องการของคนทั่วไปก็เปลี่ยนตามไป ผู้คนในยุคดิจิทัล ก็เริ่มมีการคิดค้น “สื่อกลาง” ชนิดใหม่มาใช้ในการแลกเปลี่ยน และแก้จุดบอดของสื่อกลางแบบเดิม เกิดเป็นระบบเงินตราใหม่ในโลกดิจิทัลเรียกว่า CRYPTOCURRENCY เพราะก่อนจะเกิดระบบเงินตราที่เป็นสื่อกลางชนิดใหม่นั้น เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพียงเพื่อเป็นเส้นทางในการบันทึกมูลค่า แลกเปลี่ยนซื้อขาย และทำสัญญาระหว่างกันเท่านั้น ภายใต้ระบบที่มีสถาบันการเงินและรัฐบาลเป็นผู้ควบคุมอำนาจทั้งหมดในลักษณะศูนย์กลาง กล่าวคือ เงินที่เราฝากหรือกู้ธนาคาร จะเป็นเรื่องที่รู้กันแค่ตัวเรากับธนาคาร สมมุติเราฝากเงินไว้กับธนาคาร 1 ล้านบาท วันดีคืนดีธนาคารบอกว่า เรามีเงินฝากอยู่ 1 แสนบาท ถ้าเราไม่มีหลักฐานอื่นที่น่าเชื่อถือมายืนยันว่า เราเคยฝากเงินเอาไว้ 1 ล้านบาทจริงๆ เราก็ต้องยอมแพ้ และสูญเงินไปโดยไม่มีใครช่วยได้ เช่นเดียวกัน รัฐบาลก็เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจมากที่สุดในการกำหนดค่าเงินของประเทศ หากวันดีคืนดี รัฐบาลของบางประเทศ เกิดหน้ามืด แอบพิมพ์เงินเพิ่มโดยไม่มีทุนสำรองเพียงพอ ทำให้ทั่วโลกไม่เชื่อมั่นในค่าเงินของประเทศนั้นๆ ธนบัตรของประเทศก็จะมีค่าไม่ต่างกับเศษกระดาษ ประชาชนที่เคยทำงานลำบากเหนื่อยยากจนมามีเงินออม 1 ล้านบาท อาจกลายเป็นยาจกเพราะเงินนั้นอาจซื้ออาหารได้แค่ 1 จาน หรือต้องเอาธนบัตรมาเป็นเชื้อเพลิงเหมือนในข่าวของบางประเทศ
.
ความพยายามที่จะกำจัดปัญหาจุดบอดของระบบการเงินแบบเดิมนี้เองที่นำมาสู่ การใช้ “CRYPTOCURRENCY” ซึ่งควบคุมความเสี่ยงด้วยระบบที่เรียกว่า “BLOCKCHAIN” ด้วยหลักแนวคิดที่เปลี่ยนการควบคุมเงินตราโดยอำนาจจากศูนย์กลาง มาสู่การดูแลโดยทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเงินนั้น อธิบายให้เห็นภาพ BLOCKCHAIN ชัดๆ ก็ลองนึกภาพว่ามันเป็นเสมือนโซ่ที่สร้างขึ้นเพื่อกระจายข้อมูลเก็บไว้ในชิ้นส่วนโซ่ที่ต่อกัน แต่ข้อมูลเหล่านั้นจะไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้ เรียกได้ว่า BLOCKCHAIN เป็นอินเตอร์เน็ตในรูปแบบใหม่โดยเริ่มแรกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างสกุลเงินดิจิทัล เช่น Bitcoin อย่างไรก็ตามในตอนนี้เทคโนโลยี BLOCKCHAIN ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับสกุลเงินดิจิทัลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น วงการอุตสาหกรรมอื่น ก็นำศักยภาพของเทคโนโลยี BLOCKCHAIN ไปใช้ประโยชน์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจของตนด้วย
.
ยกตัวอย่าง BLOCKCHAIN ให้เข้าใจง่ายเข้าไปอีก ก็คือ การเล่นไพ่ จากเดิมเจ้ามือเป็นคนถือไพ่ทั้งสำรับ เป็นคนแจกไพ่ให้ทุกคนในวง เจ้ามือจะเป็นเพียงคนเดียวที่มีสิทธิ์ควบคุมจำนวนไพ่ทั้งวง หากเจ้ามือโกงแอบเติมไพ่เพิ่มลงไป หรือแอบดึงไพ่ออกจากสำรับ ถ้าเป็นการเงินในระบบเดิมจะไม่มีใครรู้นอกจากเจ้ามือ แต่ด้วยการใช้ BLOCKCHAIN ทุกคนในวงไพ่มีส่วนรับรู้จำนวนไพ่ รู้การเคลื่อนไหวของทั้งระบบร่วมกัน ไพ่ใบไหนเพิ่มขึ้นมาหรือหายไป หรือมีการแลกเปลี่ยนอะไรเกิดขึ้นเมื่อใดก็จะมีการบันทึกในระบบเป็นข้อมูลที่รับรู้ร่วมกันหมด โดยในภาษาคอมพิวเตอร์เรียกว่า “การเข้ารหัส” และไม่มีใครเข้าไปแอบแก้บันทึกในระบบนั้นได้ ที่สำคัญไม่ได้รู้กันอยู่แค่เจ้ามือหรือกับใครคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อนำระบบ BLOCKCHAIN มาใช้ในการควบคุมเงิน นอกจากเราจะเป็นเจ้าของเงินในส่วนของเราแล้ว ก็จะทำให้เราทุกคนได้ช่วยกันทำหน้าที่เป็นนายธนาคารคอยเฝ้ารักษาและรับรู้เงินในระบบนั้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน ไม่เปิดโอกาสให้ใครโกงใครได้ หรือถ้าใช้ระบบนี้กับการเลือกตั้ง ก็จะไม่มีใครหย่อนบัตรแทนกันหรือโกงเลือกตั้งได้ เพราะผู้ใช้ระบบทุกคนทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบไปด้วยในเวลาเดียวกัน เหมือนวงไพ่ที่ไม่ต้องมีเจ้ามือนั่นเอง
.
CRYPTOCURRENCY แปลเป็นไทยตรงตัวก็คือ “สกุลเงินที่ถูกเข้ารหัส” ฟังดูเข้าใจยาก เรื่องนี้ขอคุยแค่ในระดับที่เด็กเข้าใจได้ ง่ายๆ โดยเริ่มจากการอธิบายว่า สกุลเงิน คืออะไรก่อน โดยปกติการเกิดสกุลเงินก็ต้องมีประเทศหรือมีพื้นที่เป็นตัวกำหนด ว่าคนในพื้นที่นี้จะต้องใช้เงินแบบนี้ หรือสกุลนี้ ซึ่งก่อนจะเกิดสกุลเงินขึ้นมาได้ ก็ต้องมีการตกลงกันของทุกคนในชาติก่อนว่า ถ้ามีคนถือเงินนี้ไปซื้อของที่ร้าน ต้องขายให้นะ หรือเมื่อมีคนมาทำงานให้เรา แล้วเราจ่ายด้วยเงินนี้ คนทำงานนั้นก็ต้องรับเงินนั้นเป็นค่าจ้าง เมื่อทุกคนยินยอมพร้อมใจใช้เงินนั้นเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ก็จะเกิดเป็นสกุลเงินของพื้นที่นั้นขึ้นมา โดยมีกลไกการใช้สิ่งที่ทุกคนเชื่อถือเป็นทุนสำรอง
.
พูดให้เห็นภาพใกล้ตัว อย่างเวลาเราเข้าไปในศูนย์อาหาร เขาบังคับให้เราเอาเงินสดไปแลกคูปอง ดังนั้นคูปองอาหารจึงเป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับในพื้นที่ประเทศศูนย์อาหาร สิ่งที่ทำให้คนเห็นว่าคูปองนั้นมีคุณค่าพอที่จะเอาเงินสดไปแลกคือ อาหารที่ทุกคนอยากกิน ถ้าอาหารไม่น่ากิน ไม่มีใครอยากแลกคูปองไปซื้ออาหารกิน คูปองนั้นก็เป็นแค่เศษกระดาษ เช่นเดียวกัน
.
CRYPTOCURRENCY ก็คือสกุลเงินของประเทศในโลกดิจิทัล ใครที่จะเข้าไปใช้จ่ายซื้อของในพื้นที่นี้ก็ต้องเอาเงินตราของตัวเองที่ฝากไว้ในธนาคารแบบเดิม มาแปลงให้เป็นรหัสหรือเข้ารหัสให้ใช้ได้ในพื้นที่ดิจิทัลเหล่านี้เสียก่อน โดยสิ่งที่จะทำให้ CRYPTOCURRENCY มีค่าขึ้นมาก็จะเกิดจากสองส่วนคือ หนึ่งความยินยอมพร้อมใจของคนในพื้นที่นั้นที่จะรับรู้ร่วมกันว่า มันเป็นสิ่งที่มีค่าในฐานะสื่อกลางการแลกเปลี่ยน (คือเปลี่ยนจากกระดาษหรือเหรียญมาเป็นรหัสในคอมพิวเตอร์) เพราะหากคนไม่ยอมรับค่า มันก็ไม่มีความหมาย และ สองคือมีสิ่งที่ตกลงร่วมกันให้ใช้เป็นทุนสำรองเงินตรา
.
ข้อดีของ CRYPTOCURRENCY คือการใช้ BLOCKCHAIN ที่เป็นเหมือนสมุดบัญชีสาธารณะ ข้อมูลที่ถูกบันทึกบน Blockchain จะถูกเปิดเผยเป็นสาธารณะและสามารถถูกเข้ามาตรวจสอบได้ ทำให้สามารถควบคุมปริมาณเงินทั้งหมดในระบบหนึ่งๆหรือในประเทศดิจิทัลหนึ่งๆได้ จึงไม่เกิดปัญหารัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งพิมพ์เงินเพิ่มตามใจชอบ หรือเจ้าของศูนย์อาหารพิมพ์คูปองออกมามากมายแต่ร้านอาหารไม่ยอมรับคูปอง
.
โดยสกุลเงิน CRYPTOCURRENCY ที่เกิดขึ้นมาเป็นสกุลแรกๆและได้รับความยอมรับจนเป็นสากลไปแล้วทั่วโลกได้แก่ Bitcoin, Ethereum, Litecoin ซึ่งตอนนี้ Bitcoin นั้นเป็นสกุลเงิน หรือเหรียญดิจิทัล ที่มีค่าสูงสุด จนถูกเรียกว่าว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” ไปแล้ว ด้วยมูลค่าที่สูงหลายแสนล้านดอลลาร์
.
ปัจจุบันเหรียญ CRYPTOCURRENCY นั้นมีมากมายกว่า 1,000 เหรียญในตลาด นับตั้งแต่ต้นกำเนิดของ Bitcoin ที่ source code เป็นแบบ open source นั้น ทำให้ใคร ๆ ก็สามารถสร้างเหรียญของตัวเองขึ้นมาได้ และการเลือกลงทุนจะต้องมาจากการศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนจึงจะปลอดภัยและได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
.
ยกตัวอย่างเช่น บ้าน monstermom ทำกับข้าวอร่อยมาก พอเจ้าของบ้านเห็นว่า ใครๆก็อยากมากินข้าวบ้านนี้ ก็สร้างสกุลเงิน monstermom ขึ้นมา แล้วบอกว่า ถ้าใครจะมาซื้อข้าวบ้านเรา ต้องซื้อโดยการโอนออนไลน์ ด้วยเหรียญ monstermom เท่านั้น โดยเบื้องต้นก็ทำออกมา 1000 เหรียญ ตามมูลค่าอาหารที่ขายใน1วัน ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาทไทย เท่ากับ 1 เหรียญของ MonsterMom

ปรากฎว่า ขายไปขายมามีคนนิยมกินเยอะ ร้านดัง แต่เราไม่ทำขายเพิ่ม ทุกอย่างที่ขายแต่ละวันคงจำนวนเท่าเดิม พอคนอยากกินเยอะ ของมีน้อย ก็ทำให้ราคาสูงขึ้น แต่ก่อนบาทนึงเคยแลกได้ 1 MonsterMom ก็อาจเปลี่ยนเป็น 100 บาทแลกได้ 1 เหรียญMonsterMom ดังนี้เป็นต้น

นี่คือภาพเบื้องต้น ที่น่าจะทำให้คนที่ยังไม่เคยรู้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กๆหรือผู้สูงอายุ เข้าใจ Cryptocurrency และ Blockchain ที่เขาพูดๆกันตอนนี้ได้กระจ่างขึ้น ส่วนที่เป็นศัพท์เทคนิคยากๆหรือวิธีการนั้น พอรู้ขั้นเริ่มต้นแล้ว ก็ค่อยๆศึกษาเพิ่มเติมกันต่อไป ไม่ต้องรีบร้อน อย่าโลภ อย่าเสี่ยงโดยไม่มีข้อมูล จะได้ไม่เป็นแมงเม่านะจ๊ะ

อ้างอิง:
https://siamblockchain.com/2018/03/11/cryptocurrency
https://siamblockchain.com/2017/06/04/blockchain
https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/648465