สอนลูกเรื่องการลงทุนในหุ้น 001

stock

ครอบครัวของเรามีลักษณะที่นักเศรษฐศาสตร์สามารถเรียกขานอย่างหยาบๆได้ว่า ชนชั้นกลางในสังคมเมือง เราไม่ได้มีรายได้หรือทรัพย์สินมากมาย แค่มีพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง พอส่งลูกเรียนหนังสือจนจบมหาวิทยาลัย และคาดว่าพอสำหรับรองรับความไม่แน่นอนของชีวิตในวัยเกษียณ

เรามีความสุขกับการทำงานอย่างเต็มที่ แต่ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว

เราใช้จ่ายอย่างประหยัด และเก็บเงินทองส่วนหนึ่งไว้ลงทุน มีการทำประกันชีวิตเพื่อการออมและป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว
แม้ว่าจะไม่ได้มีพอร์ตลงทุนใหญ่โตอะไร แต่ผลตอบแทนที่ได้ตลอดมาก็ยังจัดอยู่ในเกณฑ์ที่เราพอใจ

แม้แต่การลงทุนในหุ้น ที่นับว่าเสี่ยงมากที่สุด มีความอ่อนไหว ราคาหุ้นผันผวนตามสถานการณ์ต่างๆได้ง่ายที่สุด แต่เมื่อมองในระยะยาวแล้ว ก็เป็นที่น่าสนใจว่า ผลกำไรของบริษัทไม่ได้ผันผวนตามราคาที่แกว่งไกวไปตามข่าวรายวันมากนัก

เพระากำไรจากผลประกอบการของบริษัท และชื่อเสียงที่ดีของบริษัท รวมถึงสภาพที่เป็นจริงของธุรกิจ น่าเป็นตัวสะท้อนคุณภาพของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือสะท้อนวิสัยทัศน์และความสามารถของผู้บริหาร โดยสถิติแล้ว ธุรกิจที่เติบโตมาได้ดี มักมีผู้บริหารที่ดี ไม่ใช่เป็นเพราะความบังเอิญ หรือโชคช่วย
บางช่วงที่บ้านเมืองไม่ปกติ หรือมีข่าวร้าย อาจทำให้กำไรน้อยลงไปบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้บริหารที่เก่งก็จะสามารถนำพาธุรกิจให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี

แนวคิดในการลงทุนในหุ้นของครอบครัวเรา เป็นการคิดที่ไม่ซับซ้อน และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อว่า การซื้อหุ้นของบริษัทที่เราเห็นว่าดี ก็คือการได้ร่วมเป็นเจ้าของ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจนั้น เป็นแนวคิดง่ายๆ เด็กก็เข้าใจได้

เด็กๆในครอบครัว ก็สนใจการลงทุนเช่นเดียวกัน เพราะเขาได้รับการชี้แนะจากพ่อแม่มาตั้งแต่เล็ก ให้รู้จักประหยัด อดออม และทำเงินออมให้เพิ่มค่า ซึ่งความสนใจที่จะลงทุน หรือหาประโยชน์จากเงินออมนั้น เป็นคนละเรื่องกันกับความโลภ หรือความอยากร่ำรวย

ลูกสาวกับลูกชายอายุต่างกัน 6 ปี พี่สาวอายุ 14 แม้จะมีการลงทุนบ้าง แต่ด้วยความเป็นวัยรุ่น มีกิจกรรมกับเพื่อนฝูงมาก ก็ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาเรื่องลงทุนมากเท่าน้องชายวัยแปดขวบ ซึ่งยังมีโอกาสใกล้ชิดทั้งพ่อแม่และปู่ย่าที่มีความสนใจด้านการลงทุน ทำให้ลูกชายมีข้อมูลการลงทุนมากกว่าพี่สาว

เด็กๆบ้านนี้ไม่นิยมการฝากเงินธนาคาร เพราะผลตอบแทนน้อย มีการซื้อสลากออมสินไว้บ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนกับการซื้อหุ้นแล้ว ก็สนใจที่จะลงทุนในหุ้นมากกว่า

ด้วยความที่เขาเป็นเด็ก สมองยังโล่ง การให้ข้อมูลอะไรไปก็รับได้เร็ว เช่น การพิจารณาอัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นต่อผลกำไรสุทธิต่อหุ้น (ค่า p/e) หรือ การสอนให้หัดอ่านงบอย่างคร่าวๆ เพื่อให้รู้ว่า บริษัทมีกำไรขาดทุนเท่าไร มีทรัพย์สิน หนี้สินเท่าไร

เพราะการซื้อหุ้นก็คือการร่วมเป็นเจ้าของบริษัท ถ้าเราไม่รู้ว่าบริษัทที่เราเป็นเจ้าของ มีทรัพย์สินอะไรบ้าง หรือติดหนี้ใครอยู่กี่บาท แต่ละปีหาเงินได้เท่าไหร่ ก็เป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่า

การลงทุนโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว…ก็คือโง่นั่นแหละ

แม้ลูกชายจะมีเงินเก็บจากค่าขนมรายวัน กับเงินแต๊ะเอียไม่มาก แต่เขามีความสนใจเป็นพิเศษในหุ้นกลุ่มธุรกิจโรงแรม

แรงบันดาลใจของเขามาจากประสบการณ์ที่ได้ติดตามพ่อแม่ที่ทำงานด้านสื่อมวลชน ไปเข้าพักและเยี่ยมชมโรงแรมหรูระดับห้าดาวมาเป็นจำนวนมาก

โรงแรมที่ลูกชายโปรดปรานทั้งในเรื่องทำเลที่ตั้ง การออกแบบสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน ภูมิทัศน์ เรื่อยไปจนถึงสิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจก็คือคุณภาพการบริการ ก็คือโรงแรมในเครือ minor เช่น โรงแรมอนันตรา ซึ่งแทบทุกแห่งจะมีสวนที่ออกแบบสวยงามราวกับสวนสวรรค์

ลูกชายชอบโรงแรมมาก เขาคิดว่า ถ้าเขามีธุรกิจโรงแรม ก็อยากจะให้ดีเหมือนโรงแรมในเครือที่เขาชอบ แต่ครั้นจะให้มาเริ่มนับหนึ่งสร้างโรงแรมแข่งกับเจ้าเก่าที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ก็จะเหนื่อยเปล่าๆ

ที่สำคัญคนชอบพักโรงแรม ไม่ได้แปลว่าจะต้องชอบทำงานบริหารโรงแรม และจากประสบการณ์ครอบครัวที่เคยทำธุรกิจโรงแรมมาก่อน และเห็นว่าไม่ตรงกับความชอบ เลยเปลี่ยนไปให้คนเช่าทำรายปีแทน ก็พอจะให้คำตอบได้ว่า การเป็นเจ้าของโรงแรมดีๆ เป็นเรื่องที่ต้องทุ่มเทมาก แต่การซื้อหุ้นโรงแรมดีๆนั้น ใช้แค่เงินลงทุน แต่ไม่ต้องลงแรงอะไรให้เหนื่อยเลย นอกจากการศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

ลูกชายจึงแบ่งเงินลงทุนส่วนหนึ่งซื้อหุ้นโรงแรมสุดโปรดของเขาอย่างมีความสุข และรู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้ไปสัมผัสธุรกิจในเครือที่เขาลงทุน ด้วยเงินเล็กๆน้อยๆที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นการไปใช้บริการ การไปเยี่ยมชม หรือแม้แต่ขับรถผ่าน เขาก็จะชี้ชวนให้ดูอย่างตื่นเต้น ว่าเขาเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของโรงแรมนี้เหมือนกัน และตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า ถ้ามีเงินอีก ก็จะซื้อหุ้นเพิ่มอีก ถ้ามีประชุมผู้ถือหุ้น เขาก็จะลาโรงเรียน ให้แม่พาไปประชุมด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเป็นการประชุมผู้ถือหุ้นช่วงปิดเทอม ย่อมมีผู้ถือหุ้นตัวน้อยคนนี้เข้าประชุมด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย โดยมีแม่เป็นคนขับรถและเป็นนอมินีช่วยลูกลงทุน

จะว่าไป แนวทางการลงทุนของลูกชาย ก็ถือเป็นวิถีการลงทุนในอุดมคติสำหรับการระดมทุนของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จริงๆ เพราะเขามีตลาดหุ้นไว้ ก็เพื่อให้ธุรกิจที่ต้องการเงินทุน มาหาผู้ร่วมทุน และเมื่อมีทุนไปทำกิจการจนเจริญรุ่งเรืองแล้ว ก็เอาผลกำไรมาแบ่งกัน

ถ้าวันหนึ่งข้างหน้า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โปร่งใสและสะอาด พอที่เด็กๆจะทุบกระปุกออมสิน มาร่วมหุ้นด้วยได้อย่างเข้าใจ เศรษฐกิจประเทศไทยเราคงจะเจริญยิ่งขึ้นกว่านี้มาก