ลงทุนเพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้

005
พูดถึงเรื่องขี้โม้ คงไม่มีใครเกินลูกบ้านนี้ เหตุที่มันขี้โม้ ก็เพราะมีแม่ขี้โม้ ล่าสุดลูกชายไปโม้ที่โรงเรียนว่า ได้ปันผล 8-9% จากหุ้น กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์….รีเทล โกรท ของห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอัตราการเช่าเกือบ 100% มาโดยตลอด 
.แม่ของเพื่อนลูกที่โรงเรียนก็เลยขอแอดเฟรนด์เข้ามา และขอคำแนะนำว่า จะเริ่มต้นลงทุนอย่างไรดี เพราะที่ผ่านมา เธอก็ได้เงินจากการทำงานดีพอสมควร ส่วนใหญ่ก็ฝากธนาคาร ไม่ได้นำมาลงทุนอะไรเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าแม่ของลูกบ้านนี้ เป็นนักเขียนเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ ในนิตยสาร ก็เลยอยากฟังทัศนะ ตอนแรกตั้งใจจะตอบเป็นส่วนตัวทาง inbox แต่คิดไปคิดมา เขียนตอบซะยาว เกือบจะเป็นบทความขนาดนี้ เอามาลงในเพจเลยดีกว่า เผื่อคนอื่นอยากอ่านด้วย
.
ความจริง #MonsterMom ก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และไม่ได้เป็นนักเขียนเก่งๆที่สามารถเผยความลับได้ว่า ทำอย่างไรจึงจะรวยได้เป็นร้อยล้าน เพราะเราเองก็ไม่ได้รวยหลายร้อยล้าน แค่พอมีพอกินในระดับที่คิดว่า ปลอดภัย เท่านั้นเอง การจะไปแนะนำใครให้รวย จึงไม่มีปัญญา แต่ถ้าให้แบ่งปันวิธีคิดในการจัดการการเงินของตัวเอง ก็ไม่หวง
.
แนวคิดในการเริ่มต้นลงทุนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่ตั้งใจว่าจะรวย อาจคิดแบบหนึ่ง คนที่ตั้งใจว่าจะโคตรรวย อาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง แต่สำหรับเรา แค่ตั้งใจว่า จะให้มีพอกินพอใช้ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตโดยไม่ต้องทำงาน และไม่เป็นภาระใคร โดยไม่ต้องคิดเรื่องมรดกให้ลูกหลานอะไรมากมายนัก ชีวิตเขาก็ให้เขาดูแลกันไปเอง แค่ให้การศึกษา ให้การเลี้ยงดูที่ดี ให้แนวทางชีวิตที่ถูกต้อง และมีทุนให้สำหรับการเริ่มต้นชีวิตบ้างก็พอแล้ว————————–———–หลักคิดง่ายๆ สำหรับการเริ่มต้นลงทุนของเรามาจากการตั้งเป้าตัวเลขค่าครองชีพจากวันที่เราไม่คิดจะทำงานแล้ว ไปจนถึงวันที่เราตายค่ะ
.
สมมุติว่า เราเป็นคนที่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีลูกหลาน ไม่มีภาระ และไม่มีใครมารับภาระเราในอนาคต
.
ถ้าเราตั้งใจว่าจะทำงานไปถึงอายุ 50 จากนั้นก็เลิกทำ และมีชีวิตอยู่ไปจนถึง 80 ติ๊งต่างๆว่า เราอาจจะตายตอนอายุ 80 นั่นหมายถึงเราจะมีชีวิตอยู่ 30 ปี โดยไม่มีรายรับจากการทำงาน
.
สมมุติว่า เราประเมินค่าใช้จ่ายในอนาคตเอาไว้ขั้นต่ำที่เดือนละ 50,000 บาท เท่ากับปีละ 600,000 บาท นั่นหมายความว่า ถ้าเราจะอยู่ไปอีก 30 ปี เราต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 18,000,000 บาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่บวกเงินเฟ้อ และค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มมากอย่างไม่คาดฝันจากความเจ็บไข้ได้ป่วย
.
สมมุติว่า เราขยับตัวเลขเป้าหมายจาก 18 ล้านมาเป็น 20 ล้าน เพื่อให้เป็นเลขกลมๆ คิดง่ายๆนะคะ
.
ตัวเลข 20 ล้านบาท ที่คำนวณได้อย่างหยาบๆนี้ จะถูกนำมาตั้งเป็นเป้าหมายขั้นต่ำในการลงทุน หรือการออมของเราทั้งในปัจจุบันและอนาคตค่ะ————————–———–

จากนั้นก็ลองมาพิจารณาดูว่า ตอนนี้เราอายุเท่าไหร่ เหลือเวลาทำงานหาเงินอีกกี่ปี
.
สมมุติตอนนี้อายุ 30 ปี ถ้าตั้งใจจะเลิกทำงานตอน 50 ปี ก็คือเราเหลือเวลา 20 ปีที่จะหาเงินให้ได้ 20 ล้าน
.
นั่นหมายถึง ถ้าเราไม่มีการลงทุนอะไรที่มีผลตอบแทนพิเศษเลยตลอด 20 ปี เราก็ควรออมเงินให้ได้เฉลี่ยขั้นต่ำปีละ 1 ล้านบาท ตลอด 20 ปี เรื่องดอกเบี้ยอะไรยังไม่ต้องคิด เพราะดอกเบี้ยน่าจะโดนเงินเฟ้อกัดกินไปเยอะแล้ว
.
คนอายุ 30 ปีนั้นมีหลายประเภท คนบางคนอาจเป็นนักธุรกิจ หรือเป็นลูกจ้างในตำแหน่งบริหารที่มีรายรับเยอะมากๆ แต่ละปีมีเงินเหลือเก็บ ปีละหลายล้านบาท ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอนาคตมากนัก แต่ถ้าบางคนเป็นพนักงานหรือทำธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กที่มีรายได้สูงเกินค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือนไม่มากนัก แต่ละปีมีเงินออมน้อยมาก หรือบางคนไม่มีเลย และซ้ำร้ายบางคนนอกจากไม่มีเงินออมแล้วยังมีหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้บัตรเครดิตที่เกิดจากการช้อปปิ้ง กิน ดื่ม เที่ยว ฯลฯ หรือหนี้ที่ต้องผ่อนรถ ซึ่งเมื่อผ่อนหมดแล้ว มูลค่าของรถก็ลดต่ำลงไปกว่าตอนซื้อจนแทบไม่เหลือค่า
.
เมื่อรู้เป้าหมายตัวเลขที่ต้องหาให้ได้เพื่ออนาคตแล้ว ก็มาพิจารณาค่ะ ว่า จะมีการลงทุนอะไรที่จะทำให้เรามีเงินและทรัพย์สินมูลค่าขั้นต่ำ 20 ล้าน เอาไว้กินไว้ใช้หลังเลิกทำงาน

————————–———–

แนวคิดในการลงทุน ของ #MonsterMom ให้พอกินพอใช้ไปจนแก่เฒ่า
.

1. ลงทุนแบบป้องกันความเสี่ยง – ไม่มีใครรู้ว่า วันดีคืนดีเราจะบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยไม่คาดฝัน เราจึงทำประกันชีวิตแบบออมเงิน และทำประกันสุขภาพ แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า การทำประกันสุขภาพ ไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อความสบายใจ ส่วนการทำประกันชีวิต เป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนต่ำมาก เราจะได้กำไรจากประกันชีวิตในกรณีที่เราดันตายก่อนส่งประกันครบ ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่การทำประกันไว้ ก็ทำให้มั่นใจได้ว่า เราได้ป้องกันความเสี่ยงตามสมควรแล้ว
.
2. ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและเพิ่มค่า ให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว – ทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างแรกสำหรับการลงทุนในระยะกลางและระยะยาวคือ อสังหาริมทรัพย์ค่ะ เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่ดี มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงมาก เอาชนะผลตอบแทนจากการลงทุนอื่นๆได้มากโข ที่ดินที่เราซื้อมาสองล้านตอนอายุ 35 อาจกลายเป็นยี่สิบล้านตอนเราอายุ 60 ถ้าจะสร้างหนี้ ควรเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ ก็คือลงทุนในที่ดิน รวมถึงอสังหาในทำเลดี ที่สามารถขายหรือปล่อยเช่าได้ในราคาที่ดี
.
3. ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางและให้ผลตอบแทนกลางๆ ในระับที่น่าพอใจ เช่น การซื้อพันธบัตรและกองทุนต่างๆ ซึ่งพิจารณาแล้วว่า ได้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ย และผู้บริหารกองทุนมีความน่าเชื่อถือ ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนลงทุน อย่าหลับหูหลับตาลงทุนตามคนเขาพูดกัน หรือฟังนักวิเคราะห์อย่างเดียว
.
4. ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง เช่น การลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบที่รอรับเงินปันผล คือมีให้เก็บกินไปเรื่อยๆแบบวัวนม หรือแบบที่รอขายทำกำไรเมื่อราคาสูงขึ้น แบบวัวเนื้อ แต่การลงทุนในหุ้นนี้ จะเหมาะสำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้มาก อายุยังไม่มากนัก มีเวลาศึกษาและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ยังมีโอกาสทำงานหาเงินได้ เพราะหากเกิดขาดทุน ก็ยังไม่ลำบาก ถ้ายังอยู่ในวัยทำงาน สามารถมีรายได้อื่นมาชดเชย
.
5. ลงทุนในสินทรัพย์ประเภท LUXURY ITEMS หรือของฟุ่มเฟือยที่มีแนวโน้มเพิ่มค่าในอนาคต เช่น เครื่องประดับ เพชรพลอย ทองคำ งานศิลปะ นาฬิกา วัตถุโบราณ ฯลฯ โดยเน้นการสะสมควบคู่ไปกับการศึกษาข้อมูลติดตามความเคลื่อนไหวของทิศทางราคาอย่างต่อเนื่อง เคล็ดลับในการลงทุนสำหรับสินทรัพย์ประเภทนี้ คือต้องไม่ยึดติดในความเป็นเจ้าของ ไม่หลงรักใคร่ผูกพัน คิดว่าเป็นสมบัติผลัดกันชม ได้ราคาดีเมื่อไรก็สามารถตัดใจขายได้ทันที แต่ถ้าคุณเป็นพวกปู่โสมเฝ้าทรัพย์ นอกจากจะไม่ได้อะไรมากไปกว่าความสุขทางใจจากการสะสมของพวกนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและภาระที่จะต้องคอยห่วง เช่น ค่าเช่าตู้เซฟ ค่าทำประกันทรัพย์สิน ฯลฯ การลงทุนส่วนนี้จึงต้องทำความเข้าใจกับตัวเองเป็นอันดับแรกว่า เป็นค่าใช้จ่ายหรือการลงทุนกันแน่ เพราะถ้ากล้าซื้อแต่ไม่กล้าขาย ก็ไม่ได้กำไร…จึงไม่นับเป็นการลงทุน

.
6. สะสมเงินสด – แม้ว่าดอกเบี้ยธนาคารจะต่ำขนาดไหน ก็ต้องมีเงินสดเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 10% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่คุณควรมีก่อนเลิกทำงาน อย่างในตัวเลขสมมุติกรณีนี้คือ 18-20 ล้าน (คิดจาก ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ เดือนละ 50,000 X 12 เดือน X 30 ปี = 18 ล้าน บวกเผื่อเงินเฟ้ออีก 2 ล้าน รวมเป็น 20 ล้าน) ดังนั้น คุณก็ควรมีเป็นเงินสดเอาไว้สัก 2 ล้านในบัญชีธนาคาร เพราะสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องมากที่สุดก็คือเงินสด ซึ่งถือว่าจำเป็นที่สุดในการดำรงชีวิตที่พึ่งพาตนเองได้ในโลกยุคนี้  ควรมีบัญชีธนาคารทั้งบัญชีออมทรัพย์ และบัญชีฝากประจำระยะสั้นระยะยาวเอาไว้ สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน หรือไว้เพื่อการลงทุนเมื่อเห็นว่ามีโอกาสทำกำไร เนื่องจากสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ มีข้อจำกัดในเรื่องสภาพคล่องที่แตกต่างกัน และมีระยะเวลาที่จำกัดในการขายเพื่อนำมาใช้ในยามจำเป็น แม้แต่หุ้นซึ่งดูเหมือนจะคล่องมากที่สุดในบรรดาการลงทุนทั้งหลาย ก็ยังต้องซื้อขายเมื่อตลาดหุ้นเปิดเท่านั้น คือในวันจันทร์ถึงศุกร์ 10 โมงถึง 4 โมงครึ่ง แถมยังหยุดเสาร์อาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ต่างๆ แถมราคาขายก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องสูงกว่าตอนซื้อ หากร้อนเงินขึ้นมา บางทีต้องจำใจขายขาดทุน การเก็บเงินสดเพื่อการออมนั้น ควรเก็บเป็นระบบ และสม่ำเสมอ ดุจเดียวกับการผ่อนชำระหนี้ แต่เป็นหนี้สมมุติที่เราจ่ายเพื่ออนาคตของตัวเอง

.
ทั้งหมดที่เล่ามานี้ ไม่ใช่ความรู้ใหม่ และไม่ใช่เคล็ดลับสู่ความรวย แต่เป็นสิ่งที่เราทำไปตามที่เห็นว่าควรทำ ด้วยเหตุผลเดียว คือ เป็นคนขี้เกียจทำงาน ไม่อยากลำบากตอนแก่ และไม่อยากเป็นภาระให้ลูกหลาน
.
อย่างไรก็ดี หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คาดว่าจะมีรายจ่ายขั้นต่ำ 50000 บาทต่อเดือนในอนาคตจริงๆ ตัวเลข 20 ล้านที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น เป็นแค่ตัวเลขขั้นต่ำ ซึ่งยังไม่พอ หากต้องเลี้ยงดูใคร หรือถ้าบังเอิญบ้านเกิดไฟไหม้ตอนอายุ 40 ก็ต้องหาเงินมาสร้างบ้านใหม่ หรือเกิดขับรถไปชนคน ต้องจ่ายค่าเสียหายให้คู่กรณี หรือหากตรวจพบเนื้องอกในสมอง ต้องเสียค่ารักษาหลายล้านบาท หรือเป็นโรคไต ต้องฟอกไตไปตลอดชีวิต สารพันความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในชีวิตที่ไม่มีใครอยากคิดถึง นอกจากนี้ยังไม่รวมเงินที่จะเป็นมรดกพกห่อให้ลูกหลานไว้เป็นทุนตั้งตัว หรือเอาไว้ตอบแทนให้ลูกหลานหรือพยาบาลที่อาจต้องจ้างมาดูแลในบั้นปลายของชีวิต
.
แต่อย่างน้อยที่สุด การได้เริ่มต้นคิดตระเตรียมถึงอนาคตเอาไว้บ้าง ก็จะทำให้ชีวิตมีความมั่นคงปลอดภัยในระดับหนึ่ง และถ้าบังเอิญหาได้มากกว่านั้น ก็ถือว่าเป็นกำไร แต่ถึงมีกำไรแล้ว ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้จ่ายล้างผลาญมันให้หมด มีเหลือๆไว้รับมือกับสิ่งไม่คาดฝัน หรือเหลือไว้ช่วยเหลือเจือจานคนอื่นบ้างก็ยิ่งดี เพราะสิ่งจำเป็นในชีวิต ไม่ใช่มีแต่เงิน ยังมีเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง ต่อให้คุณรวยเป็นเจ้าของที่ดินพันล้าน แต่ถ้าคุณแก่พะงาบๆลุกไม่ไหว ไม่มีลูกหลานมาคอยเป็นธุระดูแล คุณก็อาจจะตายอย่างยาจก สิ่งที่แน่นอนที่สุดของชีวิต คือความไม่แน่นอน
.
ส่วนใครที่ต้องการสูตรเพื่อความรวย คงต้องไปหาความรู้จากกูรูการเงิน และตำราสอนรวยที่มีขายเกลื่อนบ้านเมือง … หรือโทรไปถาม ปู่วอเร็น บัฟเฟต ดูละกันนะค้า